"ภูเขาควาย"แดนดินถิ่นลี้ลับแห่งเมืองลาว

ภูเขาควาย"แดนดินถิ่นลี้ลับแห่งเมืองลาว

ภูเขาควาย

 

ตอน เหล็กไหล    

   ภูเขาควายเป็นสถานที่ที่เป็นป่าลึกร้อนชื้น บางช่วงเป็นป่าดิบ บางช่วงเป็นป่าเบญจพรรณ สามารถติดต่อเข้าได้ทางจำปาศักดิ์ปากเซ ซึ่งอยู่ทางใต้ของประเทศลาวภูเขาควายแห่งนี้เป้นเขตรุกขมูลของพระธุดงค์จากทั้งไทยและลาวรวมไปถึงพม่าและเขมร พระอาจารย์หลายท่านต่างพากันมาสำเร็จอภิญญาสมาบัติ ณ สถานที่แห่งนี้ รวมไปถึงมีผู้คนมากมายที่ยอมเสี่ยงอันตรายนานัปการเพื่อแสวงหา "เหล็กไหลกายสิทธิ์" ซึ่งเป็นสุดยอดเครื่องรางของขลัง "หลวงปู่จันดี เกสาโร"ท่านเคยเล่าไว้ว่าสมัยที่ท่านเป็นเณรเคยมีพระอาจารย์ของท่าน 5 รูปขึ้นไปตัดเอาเหล็กไหลบนยอดภูเขาควาย ซึ่งอยู่ภายในผนังถ้ำใกล้กับต้นตะเคียนยักษ์ที่มีอายุนับร้อยนับพันปี ท่านอาจารย์ทั้ง 5 ได้ดำเนินพิธีเรียกเหล็กไหล โดยเอาน้ำผึ้งล่อเหล็กไหลจากนั้นพอเหล็กไหลย้อยตัวลงมาตามแผนก็ล่อหลอกให้เหล็กไหลยืดยาวที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้วค่อยๆ ถือน้ำผึ้งเดินวนรอบต้นตะเคียนยักษ์ ขณะนั้นพระอาจารย์จันดีได้เห็นกับตาถึงสิ่งเร้นลับนามเหล็กไหลมีลักษณะเป็นเส้นๆคล้ายผมคนหรือเส้นใยบัว สีเขียวปีกแมลงทับยามต้องกับแสงแดดดูมันวาวเป็นประกายน่าจับตามอง สวยงามมาก แต่ทว่าในความสวยงามก็แฝงไปด้วยอาถรรพณ์พลังบางอย่างที่ซ่อนเร้นไว้ขณะที่กำลังทำพิธีกันอยู่ พระอาจารย์จันดีถูกสั่งให้ไปเตรียมอาหารอีกที่หนึ่ง หลังจากนั้นไม่นาน โศกนาฎกรรมก็บังเกิดขึ้นทันที! เมื่อพระอาจารย์ท่านหนึ่งในกลุ่มนั้น ได้ทำการลงมีดอาคมเพื่อหวังตัดเอาเหล็กไหลที่ยืดย้อยตัวออกมาจนถึงที่สุดแล้ว...ทันที่ที่มีดอาคมถูกต้องสัมผัสเข้ากับเหล็กไหล ก็บังเกิดเสียงดังครืนๆๆๆ คล้ายกับถ้ำบนภูที่สถิตย์อยู่ของเหล็กไหลจะถล่มทลายลงมา พร้อมกับมีแสงประกายวาบดุจว่ามีการระเบิดเกิดขึ้น ปรากฎว่าพระอาจารย์ทั้ง 5 นั้นกลายเป็นศพทันที และนอนตายในสภาพแขนขาและหัวขาดกระจายไปคนละทิศละทางเป็นที่น่าสยดสยองสลดใจยิ่งนัก!ที่น่าแปลกประหลาดใจอีกอย่างก็คือ ไม่มีเลือดสักหยดไหลให้เห็นบนพื้นดินเลย!...และนี่คือประสบการณ์ในการล่าแสวงหาเหล็กไหลบนภูเขาควาย ที่มีทั้งพระและฆราวาสนับไม่ถ้วนต่างพากันไปสังเวยชีวิตมาแล้ว

   เรื่องราวของอาถรรพณ์เหล็กไหลบนภูเขาควาย แพร่ไปถึงหูพระอาจารย์มั่นและพระอาจารย์เสาร์ ท่านทั้งสองจึงได้ออกเดินทางจาริกไปยังภูเขาควายเพื่อกำราบเหล็กไหล ในครั้งนั้นได้มีหลวงปู่ฝั้นศิษย์เอกท่านพระอาจารย์มั่นติดตามไปด้วย เมื่อพระอาจารย์มั่นและพระอาจารย์เสาร์ได้ขึ้นไปภูเขาควายเพื่อโปรดเหล็กไหลเกี่ยวกับการละเว้นปาณาติบาต การแสดงพระธรรมเทศนาครั้งนี้ทำให้เหล็กไหลเข้าใจถึงข้ออรรถข้อธรรมเกิดสำนึกผิดเห็นบาปบุญคุณโทษ เกิด"อนุสาสนีปาฎิหาริย์" โดยได้ทำการย้อยตัวลงมาจากผนังถ้ำแล้ว ตกลงในบาตรของท่านพระอาจารย์มั่นโดยดุสดี! แม้ว่าเหล็กไหลจะเป็นสุดยอดความปรารถนาของหลายๆ คน แต่พระอาจารย์มั่นกลับนำไปโยนทิ้งลงแม่น้ำโขง ทั้งนี้เพื่อตัดปัญหาความโลภของมนุษย์นั่นเอง

ตอน หินกินเหล็ก

   "หินกินเหล็ก" เป็นแร่ชนิดหนึ่งที่มีอยู่บนยอดภูเขาควาย มีอนุภาพในการทำลายเนื้อเหล็กกล้าดีๆ ให้ผุกร่อนลงไปภายในระยะเวลาอันสั้น หินกินเหล็กนี้พบเจอโดยชาวบ้านที่ต้องการไปขุดต้นไม้บนภูเขาควาย แต่แล้วพอว่าจอบเสียมของชาวบ้านที่ขุดลงไปบนพื้นดิน เกิดการผุกร่อนและหักลงอย่างไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ทั้งที่ยังเป็นของใหม่ นอกจากนี้ยังเชื่อว่าหินกินเหล็กนี้มีอำนาจทางมหาอุตหยุดกระสุนเฉกเช่นเหล็กไหล มีอำนาจในการกินเหล็ก และไฟฟ้า ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องแปลกเหมือนกับว่าหินเหล่านี้มีอาถรรพณ์ จิตวิญญาณในตัว เรื่องราวของ "หินกินเหล็ก" เป็นที่เรื่องลือมาหลายครั้งทั้งในหน้าหนังสือพิมพ์ แต่ด้วยความแปลกนี้ จึงได้มีพวกนักต้มตุ๋นที่หลอกหาเงินชาวบ้านโดยการเอาน้ำยาชนิดหนึ่งที่มีอานุภาพทำลาย "รถถัง" ซึ่งถูกสั่งนำเข้ามาจากรัสเซีย ซึ่งเมื่อน้ำยาชนิดนี้สัมผัสเหล็กและวัตถุโลหะจะทำให้สิ่งเหล่านี้หมดสภาพผุกร่อนลงไปภายในระยะเวลาอันสั้น เนื่องจากน้ำยาชนิดนี้ทำให้เกิดสนิมเหล็กอย่างรวดเร็วปกติของแบบนี้จะใช้ในสนามรพเพื่อให้รถถังของฝ่ายตรงข้ามหมดสภาพใช้งานไม่ได้ แต่พวกหัวใสกลับนำสิ่งเหล่านี้มาบรรจุใส่ผสมลงในวัตถุเลียนแบบคล้ายเหล็กไหล หรือหินกินเหล็กเพื่อหวังจะหาเงินกับผู้รู้เท่าไม่ถึงการ

ตอน ถิ่นปรอทป่ากายสิทธิ์

    "ถิ่นปรอทป่ากายสิทธิ์" ชัยภูมิของภูเขาควายนั้นเต็มไปด้วยคแมกไม้นานาพันธุ์ แดดส่องไม่ค่อยถึง อากาศค่อนข้างเย็น และมีหมอกลงปกคลุมตลอดทั้งปี โดยเฉพาะบริเวณแอ่งน้ำบนภูเขาควายมักมีหมอกปกคลุมในแอ่งตลอดทั้งปี บริเวณแอ่งน้ำแห่งนี้จะมีดินเลนที่มีซากพืช ซากสัตว์ทับถมกัน มีครั้งหนึ่งได้มีท่านผู้มีจิตสัมผัสมาตรวจสอบดูพบว่า บริเวณแอ่งน้ำแห่งนี้มี "ปรอทกายสิทธิ์" ซ่อนตัวอยู่ หลายคนคงสงสัยว่าปรอทที่กล่าวถึงนี้ใช้ปรอทในเทอร์โมมิเตอร์แต่อย่างใด แต่หมายถึงปรอทธาตุกายสิทธิ์ซึ่งจัดเป็นเหล็กไหลสายพันธุ์หนึ่ง ปรอทประเภทนี้มีความพิศดารมาก เพราะมักซ่อนตัวในหมอก ซึ่งสังเกตได้จากหมอกมันลอยตัวต่ำเรี่ยติดพื้นดิน เนื่องจากปรอทหนักนี้ต้องการเสพของหมักเปื่อยเน่า อันมีเศษซากสัตว์และใบไม้หมักหมม ทับถมกันนั่นเอง ยิ่งของสดของคาวก็ยิ่งชอบ เพราะแร่ปรอดป่านั้น จัดว่าเป็นภูตชนิดหนึ่งที่มีฤทธิ์ในตัวอีกด้วย ในเมืองไทยเราก็มีหมอกหนักเช่นนี้โดยเฉพาะบริเวณเขาใหญ่ ซึ่งมีชื่อเรียกว่า "ปรอทหมอก" ผู้ใดเดินป่าต้องระวังให้มากเพราะใครก็ตามที่ดวงอ่อน หรือมีเคราะห์ เมื่อหลับนอนในป่า โดยมิทันระวังเพราะขาดความรู้หรือรู้แล้วไม่เชื่อ อาจจะหมดสิทธิ์ได้กลับบ้าน เนื่องจากต้องมาตายเป็นผีเฝ้าป่าไป เพราะครั้งหนึ่งมีผู้ที่เดินป่าในเขาใหญ่ แล้วเจอปรอดหมอก แต่เนื่องจากไม่เชื่อจึงไม่หาทางป้องกันตัว โดยไม่ยอมล้างเท้าให้สะอาด และไม่สวมถุงเท้าก่อนเข้านอนในป่า เจ้าปรอดหมอกซึ่งจัดว่าเป็นภูตอย่างหนึ่ง ได้กลิ่นของเน่าๆ แล้ว ลอยเข้ามาใกล้"นิ้วหัวแม่โป้งเท้า" จากนั้นมันก็แทรกซึมเข้าสู่ร้างกายดูดเลือดผู้นั้นจนหมดตัว แบบเดียวกับผีโป่งที่ชอบย่องมาดูดเลือดที่ปลายเท้าของนักเดินทางในยามหบับนอน จึงต้องระวังให้มากมิฉะนั้นอาจโดนผีปรอทและผีโป่ง สูบเลือดหมดตัวเอาได้ง่ายๆ

ตอน "ภูเขาควาย" สุดยอดสถานที่บำเพ็ญภาวนา

    "ภูเขาควาย" สุดยอดสถานที่บำเพ็ญภาวนานอกจากจะเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยเรื่องราวที่แปลก น่าพิศวง แล้ว ดินแดนแห่งนี้ยังเป็นสถานที่ที่เหมาะสมในการบำเพ็ญเพียรอย่างที่สุดหลังจากที่ท่านพระอาจารย์มั่นได้เดินทางไปจาริก ณ ดินแดนแห่งนี้แล้ว ท่านจึงได้สั่งให้ศิษย์ชั้นหัวกะทิที่มีจิตเข้มแข็งไปทดสอบสภาวจิต โดยไปปฏิบัติภาวนาที่ภูเขาควายแทบทุกรูป ศิษย์คนไหนที่เคยผ่านด่านภาวนาที่ภูเขาควายมาแล้ว แสดงว่าไม่ธรรมดา เพราะดินแดนแห่งนี้เป็นที่กลาวขานกันว่ามีสิ่งแปลกๆ ที่เข้ามาทดสอบจิต เช่น เสือ หมีควาย งูจงอาง รวมไปถึงภูตผีปีศาจและเทวดา หลังจากบรรดาศิษย์ของพระอาจารย์มั่นได้ผ่านการทดสอบแล้วพบว่าหลายท่านได้สภาวะธรรมกลับมาเป็นที่น่าพอใจเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้ ที่แห่งนี้ยังเต็มไปด้วยพระอรหันต์ผู้ทรงอภิญญา พระฤาษี สิทธาดาบส ที่มาฝึกปฏิบัติจนบรรลุธรรม บารมีธรรมต่างๆ จึงแผ่ลงในพื้นแผ่นดินหล่อเลี้ยงพลังอำนาจคุณวิเศษอันศักดิ์สิทธิ์ เอื้ออำนวยต่อการบำเพ็ญภาวนาแก่ทุกดวงจิตที่เข้าไปสัมผัสหากผู้ใดปฏิบติจนสามารถเข้าสมาธิได้ ก็จะต่อยอดให้การบำเพ็ญภาวนาเจริญก้าวหน้าขึ้นไปเรื่อยๆ บางท่านถึงกับได้พบเห็นสัจธรรมความจริงตามที่วาสนาเคยสั่งสมอบรมมา เนื่องจากภูเขาควายมีกระแสพลังงานทางจิตที่แรงมาก จึงช่วยให้ผู้ปฏิบัติธรรมสามารถสงบจิตรวมลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้นภูเขาควายจึงเป็นที่นิยมของผู้แสวงหาวิโมขธรรมมากกว่าสถานที่อื่นๆ เชื่อกันว่าภูเขาควายยังคงเป็นดินแดนแห่งมนต์ขลังมาจนถึงทุกวันนี้ เชื่อกันว่าที่แห่งนี้มีพระอริยเจ้าซ่อนตัวบำเพ็ญโปรดสัตว์โลกบรรเทาภัยพิบัติต่างๆ รวมไปถึงมหาฤษีผู้ทรงฌานสมาบัติที่มีอายุนับพันๆ ปี แม้แต่เรื่องราวของหลวงปูเทพโลกอุดรก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของตำนานเล่าขานในภูเขาควาย

 

 

Visitors: 78,277