ไหว้พระ ณ เมืองหลวงพระบาง

เมืองหลวงพระบาง คือ เมืองหลวงของแขวงหลวงพระบาง ตั้งอยู่ทางภาคเหนือตอนล่างของประเทศลาว ตั้งอยู่ในจุดที่แม่น้ำโขงและแม่น้ำคานมาบรรจบกัน และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวประเทศลาวที่เป็นที่นิยมที่สุดของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งเมืองหลวงพระบางเป็นเมืองสำคัญทางประวัติศาสตร์และเคยเป็นเมืองหลวงของประเทศลาวมาก่อน ในปี พ.ศ. 2538(ค.ศ.1995) เมือง“หลวงพระบาง” แห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลก  หลังจากนั้น หลวงพระบางได้เปิดตัวรับนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับชื่อเสียงและมนต์เสน่ห์อันชวนหลงใหลของดินแดนอันสวยงาม เมืองหลวงพระบางได้กลายเป็นแหล่งหลอมรวมวัฒนธรรมเก่าแก่ วิถีชีวิตเรียบง่าย โบราณสถาน วัดวาอารามมากมายธรรมชาติที่สวยงาม อาหารท้องถิ่นที่แสนอร่อย และกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย  ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศให้เข้ามาสัมผัส นักท่องเที่ยวที่มาที่นี่มักนิยมปั่นจักรยานชมเมือง และแวะไหว้พระเพื่อขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ “หลวงพระบาง

เมืองหลวงพระบาง

วัดวิชุนราช เป็นวัดที่ดูแปลกตา เนื่องจากมีพระธาตุเจดีย์รูปร่างโค้งมนเหมือนผลแตงโม ตั้งอยู่ข้างถนนวิชุนราช ด้วยเจดีย์มีรูปทรงเหมือนแตงโมผ่าครึ่งนี้ ชาว หลวงพระบาง จึงเรียกขานว่า “วัดพระธาตุหมากโม” วัดพระธาตุหมากโมเคยเป็นที่ประดิษฐานพระบางซึ่งได้อาราธนาขึ้นมาจากเมืองเวียงคำ มีเจดีย์ปทุมหรือพระธาตุดอกบัวใหญ่ ซึ่งพระนางพันตีนเชียงพระอัครมเหสีของพระเจ้าวิชุนราช โปรดฯให้สร้างขึ้นในปีพ.ศ.  2507 หลังจากสร้างวัดเสร็จแล้ว ที่มาของชื่อ พระธาตุหมากโม มาจากการที่ชาวหลวงพระบางเห็นรูปทรงของเจดีย์คล้ายผลแตงโมผ่าครึ่งหรือเป็นทรงโอคว่ำคล้ายสถูปแบบฟองน้ำที่เมืองสาญจี ประเทศอินเดีย ยอดพระธาตุมีลักษณะคล้ายรัศมีเปลวไฟของพระพุทธรูปแบบลังกาหรือสุโขทัย บริเวณมุมฐานชั้นกลางและชั้นบนมีเจดีย์ทิศทรงดอกบัวตูมทั้งสี่มุม พระธาตุหมากโม นี้เคยถูกบูรณะปฏิสังขรณ์มาแล้ว 2 ครั้ง คือในปีพ.ศ. 2402 รัชสมัยของเจ้ามหาชีวิตสักรินทร์ (คำสุก)  ซึ่งเป็นพระราชบิดาของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ และบูรณะอีกครั้งในปีพ.ศ.  2457  ในรัชสมัยของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ ในการบูรณะครั้งนี้ได้มีการค้นพบโบราณศิลปะวัตถุมากมาย เช่น เจดีย์ทองคำ พระพุทธรูปหล่อสำริด พระพุทธรูปทองคำ พระพุทธรูปเงิน โดยเฉพาะพระพุทธรูปที่แกะสลักจากแก้วเช่นเดียวกับพระแก้วมรกต โบราณวัตถุนี้ได้นำถวายเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์และเก็บรักษาไว้ใน พระราชวังหลวงพระบาง จวบจนปัจจุบัน ถัดมาที่ตัวพระอุโบสถหรือที่ชาวลาวเรียกว่า  “สิม”  สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่ประดิษฐานพระบาง ตัวอุโบสถมีรูปทรงแบบอาคารไทลื้อสิบสองปันนา จุดเด่นอยู่ที่ส่วนคอชั้นสองจะยกระดับสูงขึ้นไป ส่วนบนหลังคาประดับด้วย “โหง่” รูปพยานาค 3 เศียร ตรงกลางสันหลังคามีช่อฟ้าเป็นรูปปราสาทยอดฉัตรเล็กๆ ลดหลั่นหลายชั้นประดับอยู่ หน้าต่างอุโบสถประดับด้วยลูกมะหวดขนาดใหญ่ บานประตูด้านหน้าทั้ง 3 ช่อง แกะสลักลงรักปิดทองรูปพระศิวะ  พระวิษณุ  พระพรหม และพระอินทร์ อย่างสวยงามตามแบบศิลปะเชียงขวาง ภายในอุโบสถมีพระประธานขนาดใหญ่ ด้านหลังพระประธานมีโบราณวัตถุที่เก็บรวบรวมจากวัดร้างต่างๆ ใน หลวงพระบาง เช่น พระพุทธรูปสำริดไม้จำหลักลวดลายต่างๆ  พระพุทธรูปไม้แกะสลักลงรักปิดทองสูงเท่าคนจริงจำนวนมาก 

วัดวิชุนราช

วัดเชียงทองมีลักษณะโดดเด่นคือมีสิมเป็นแบบล้านช้าง หลังคาปีกนกซ้อน 3 ชั้น ทั้งภายในและภายนอกสิมเต็มไปด้วยจิตรกรรมฝาผนังเป็นลายรดน้ำด้วยการ “พอกคำ” หรือลงรักปิดทองเป็นเรื่องราวนิทานพื้นบ้านและเรื่องเกี่ยวกับศาสนา ทางด้านหลังสิมก็จะเห็นลวดลายประดับกระจกสีเป็นรูปต้นไม้ใหญ่ มีนกและสัตว์นานาชนิด สำหรับต้นไม้ใหญ่นั้นคือต้นทอง หรือต้นงิ้ว ที่พระเจ้าศรีสว่างวัฒนาได้โปรดฯ ให้ช่างทำไว้เพื่อเป็นที่ระลึกถึงชื่อเชียงทอง หมายความถึงป่าต้นทองซึ่งมีพื้นที่ดั้งเดิมบริเวณนี้นั่นเอง สิ่งที่พลาดไม่ได้เลยสำหรับนักท่องเที่ยวทุกคนที่ได้มาวัดแห่งนี้ก็คือ หอพระม่าน และ หอพระพุทธไสยาสน์ ที่อยู่ด้านหลังสิม หอพระเล็กๆ สองหลังนี้ทาด้วยสีชมพู ประดับตกแต่งด้วยกระจกสีเป็นลวดลายเล่าเรื่องราวนิทานพื้นบ้านของลาว หากลองเดินดูใกล้ๆ ก็จะได้เห็นภาพวิถีชีวิตของชาวลาวผ่านรูปภาพเหล่านั้นด้วย นอกจากนี้ ยังมีโรงเมี้ยนโกศ หรือโรงราชรถที่ใช้ในการอัญเชิญพระโกศของเจ้ามหาชีวิตสว่างวงศ์ ด้านหน้าราชรถเป็นพญานาค 5 ตัวกำลังชูคออ้าปาก ภายในโรงราชรถก็ยังมีศิลปวัตถุจำนวนมาก เช่นพระพุทธรูปไม้ บานประตูโบราณ และที่น่าสนใจชมก็คืองานแกะสลักไม้ด้านหน้าโรงเมี้ยนโกศเป็นเรื่องรามเกียรติ์ โดยฝีมือของเพียตัน (พระยาตัน) สุดยอดช่างลาวคนหนึ่ง

วัดเชียงทอง

พระธาตุพูสี ตั้งอยู่บนภูเขาพูสี เป็นเขาลูกเล็ก ๆ อยู่กลางเมืองหลวงพระบาง ดังนั้นไม่ว่าท่านจะยืนอยู่ณ. จุดใดๆในเมืองหลวงพระบางก็สามารถมองเห็นประกายสีทองอร่ามขององค์พระธาตุ เมื่อยามต้องแสงแดดได้อย่างชัดเจน ตัวพระธาตุเป็นทรงดอกบัวสี่เหลี่ยมปิดทองทั้งองค์ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยม ยอดประดับด้วยเศวตฉัตรทองสำริด 7 ชั้น สูง 21 เมตรและหากคุณต้องการมาชมพระธาตุพูสี ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดควรเป็นช่วงตอนบ่ายแก่ๆ (ประมาณ 4 โมงเย็นเป็นต้นไป) เพราะแสงแดดจะสาดส่ององค์พระธาตุให้เป็นสีทองสุกปลั่ง การจะขึ้นไปยังพระธาตุพูสีนั้นสามารถเดินขึ้นได้ 2 ทาง คือทางด้านหน้าถนนหน้า พระราชวัง และทางด้านหลังติดกับแม่น้ำคาน แต่ทางด้านหน้าจะเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวมากกว่า  มีทางเดินเป็นขั้นบันไดคดเคี้ยวสูง 328 ขั้น ดังนั้นท่านที่ต้องการขึ้นไปชมควรมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงและควรหาซื้อน้ำดื่มขวดเล็กๆ ซึ่งจะมีขายอยู่บริเวณตรงทางขึ้นด้านหน้าถนนหน้า พระราชวัง ติดตัวไปด้วยเพราะเมื่อเดินขึ้นไปถึงด้านบนจะไม่มีจำหน่าย รอบๆพระธาตุมีทางเดินคล้ายระเบียง มีรั้วเตี้ยๆกั้นให้เดินได้โดยรอบ จากจุดนี้สามารถชมวิวทิวทัศน์ตัวเมือง หลวงพระบาง ได้เกือบรอบ มองเห็นสนามบินได้อย่างชัดเจนทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือส่วนทางทิศตะวันตกมองเห็นสายน้ำโขงช่วงที่คดเคี้ยวหายเข้าไปในหุบเขาและมองเห็นพระราชวัง ที่ตั้งอยู่ริมน้ำโขงได้ด้วยยามเย็นจากยอดพูสียังเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามมาก เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวจากนานาชาติที่มารวมตัวกัน เสมือนเป็นจุดนัดพบหลังจากการออกไปท่องเที่ยวในตัวเมืองมาแล้วทั้งวัน ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งที่คุณไม่ควรพลาดอย่างยิ่งเมื่อมาเยือน หลวงพระบาง ถึงขนาดคน หลวงพระบาง มีคำพูดเล่นๆกับแขกที่มาเยือนว่า “หากมา หลวงพระบาง แล้วไม่ได้ขึ้นพูสีถือว่ายังมาไม่ถึง”

พระธาตุพูสี

วัดใหม่สุวรรณภูมาราม หรือที่ชาว หลวงพระบาง เรียกกันสั้นๆว่า "วัดใหม่" เคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราชบุญทัน ซึ่งเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์สุดท้ายของลาวและยังเคยเป็นที่ประดิษฐานพระบาง พระพุทธรูปคู่เมือง หลวงพระบาง ในรัชสมัยของเจ้ามหาชีวิตสักรินฤทธิ์ จนกระทั่งถึงปีพ.ศ. 2437 จึงได้อัญเชิญพระบางไปประดิษฐานในหอพระบางภายใน พระราชวังจวบจนกระทั่งปัจจุบัน เมื่อมาเยือนวัดแห่งนี้สิ่งที่เราจะสังเกตเห็นถึงความแตกต่างจากวัดอื่นๆ คือตัวอุโบสถ(สิม) ลักษณะจะเป็นอาคารทรงโรง หลังคามีขนาดใหญ่ มีชายคาปกคลุมทั้งสี่ด้านสองระดับต่อเนื่องกัน ด้านข้างมีฐานยื่นออกมารับกับชายคาที่ทอดยาวลงเกือบดินพื้นดิน บนยอดหลังคาเป็นหน้าจั่วขนาดใหญ่โดยมีหลังคาเล็กๆ ซ้อนอยู่อีกชั้นหนึ่ง ตรงกลางของหลังคาเล็กประดับช่อฟ้า ด้านหลังมีหอขวางสร้างขึ้นติดกัน เชื่อว่ามาต่อเติมในภายหลัง ที่ระเบียงด้านหน้ามีอาคารคล้ายศาลาขวางครอบอยู่ มีหลังคาติดกับหลังคาอุโบสถ ที่เสาลงรักปิดทองอย่างสวยงาม ผนังด้านหน้าพระอุโบสถตกแต่งด้วยภาพลงรักปิดทองดูเหลืองอร่ามงามตายาวตลอดผนัง เล่าเรื่องพระเวสสันดรชาดก โดยฝีมือช่างหลวงประจำรัชกาลเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ ด้านล่างเป็นรูปสัตว์ชนิดต่างๆ มีรูปช้างน้ำอยู่ด้านล่างขวาของภาพ ส่วนบานประตูแกะสลักเป็นรูปเทวดาศิลปะแบบเชียงขวาง ภายในพระอุโบสถมีพระพุทธรูปนับหมื่นนับแสนองค์บนผนังสีแดง ตรงกลางเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่อง มีพระพักตร์ที่งดงาม ตรงข้ามด้านหน้าพระอุโบสถมีอาคารก่ออิฐถือปูนหลังเล็กๆ 2 หลังขนาดต่างกัน ชาวลาวเรียกว่า "อูบมุง" ขนาบข้างพระธาตุทรงดอกบัวสี่เหลี่ยม อูบมุงหลังใหญ่หันหน้ามาทางพระอุโบสถ ภายในมีพระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดค่อนข้างใหญ่ประดิษฐานอยู่ ส่วนอูบมุงหลังเล็กหันหน้าออกถนน บริเวณภายในวัดใหม่มีการจัดวางผังอาคารกลุ่มพุทธวาสและสังฆาวาสแยกออกเป็นสัดส่วน มีแนวต้นไม้เล็กๆ คั่นอยู่ ในช่วงปีใหม่ลาว (เดือนเมษายนของทุกปี) ทางการได้มีการอัญเชิญ "พระบาง" ซึ่งเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของหลวงพระบางมาไว้ที่ลานด้านหน้าของวัดใหม่แห่งนี้ เพื่อให้ประชาชนได้สรงน้ำอีกด้วย

วัดใหม่สุวรรณภูมาราม

การ ตักบาตรข้าวเหนียวที่หลวงพระบาง ถือว่าเป็นอีกหนึ่งประเพณีการตักบาตรที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจและร่วมกิจกรรมตักบาตรข้าวเหนียวกันทุกเช้าที่หลวงพระบาง โดยนักท่องเที่ยวจะต้องตื่นแต่เช้าเพื่อมารอพระที่จะเดินมาบิณฑบาตหลายร้อยรูปเดินบิณฑบาตเป็นแถวยาวและถือเป็นโอกาสดีในการมาทัวร์หลวงพระบางแล้วก็ได้บุญไปพร้อมๆกัน โดยการตักบาตรข้าวเหนียวที่หลวงพระบาง ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า ตักบาตรข้าวเหนียว ชาวหลวงพระบางจะใส่บาตรเพียงแค่ข้าวเหนียวอย่างเดียว นักท่องเที่ยวหลายท่านอาจจะสงสัยว่าแล้วพระจะฉันแต่ข้าวเหนียวอย่างเดียวหรือ หลังจากที่พระบิณฑบาตเสร็จกลับถึงวัดพอพระท่านจะฉันพระท่านจะเคาะเกราะไม้ไผ่เป็นสัญญาณบอกให้ชาวบ้านรู้ว่าพระท่านจะฉันแล้วชาวบ้านหลวงพระบางก็จะจัดอาหารกับข้าวมาถวายท่านอีกที เรียกว่า ถวายจังหัน พระท่านก็จะฉันกับข้าวเหนียวที่เราใส่บาตรตอนเช้ากันไงหละ โดยการใส่บาตรข้าวเหนียวที่หลวงพระบางนั้นชาวบ้านจะฟังเสียงกลองของวัดเป็นสัญญาณเมื่อมีเสียงกลองจากวัดเมื่อใดก็แสดงว่าพระสงฆ์กำลังจะออกบิณฑบาตแล้วชาวบ้านหลวงพระบางก็เตรียมตัวโดยจะปูเสื่อรออยู่ริมทางที่พระท่านจะเดินบิณฑบาต โดยการแต่งตัวของผู้หญิงจะต้องนุ่งผ้าซิ่น และมีแพรเบี่ยงหรือผ้าสไบพาดไหล่ ผู้ชายจะต้องนุ่งกางเกงขายาวและมีผ้าพาดเช่นกัน และตอนใส่บาตรจะต้องนั่งคุกเข่า

ตักบาตรข้าวเหนียว

Visitors: 76,509